Lang Thai Lang Eng
เตรียมพบกับ เว็บไซต์ "พงศ์โชตนาการยาง" ในรูปแบบใหม่ เร็วๆนี้...
มาทำสปา(ยาง)กันดีกว่า

Share |
วันที่อัพเดท 2011-09-27 17:05:12

 

ผู้ใช้รถหลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินคำว่า สปายาง มาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ ท่านก็ยังไม่เคยได้ยิน วันนี้เราจะมาดูกันว่าสปายางเป็นอย่างไร

สปายางรถยนต์

                คือ วิธีการดูแลรักษาสภาพยางรถและเป็นการยืดอายุการใช้งานของยางให้ใช้งานได้นานขึ้น

 

วิธีการทำสปายางรถยนต์

1. หมั่นตรวจเช็คลมยางทุก ๆ 1 เดือน เป็นอย่างน้อย ควรใช้ลมไนโตรเจนเพราะจะรักษาแรงดันลมให้คงที่ในขณะที่วิ่งระยะไกล ๆ ช่วยป้องกัน ยางระเบิดและยืดอายุการใช้งานของยางและกระทะล้อ

2. สลับยาง ถ่วงล้อ ตั้งศูนย์ ทุก ๆ 8,000 -10,000 กม. หรือ ทุก ๆ 6-8 เดือนเพื่อให้หน้ายางปรับเรียบเสมอกันทุกเส้น และยังได้รับการขับขี่ที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

3. ตรวจเช็คระบบช่วงล่างว่ามีจุดไหนที่สึกหรอ หรือชำรุดให้รีบเปลี่ยนทันที ควรหมั่นเช็คพร้อมการสลับยาง

 

ทำไมต้องสลับยาง

-          เพื่อให้ดอกยางสึกหรอใกล้เคียงกันทั้ง 4 เส้นและป้องกันการกินหน้ายางไม่เท่ากัน (หรือที่เรียกกันว่ากินยางเป็นคลื่น/บั้ง)

 

เมื่อไรที่ควรสลับยาง

-          ควรทำการสลับยางทุก ๆ 8,000 - 10,000 กิโลเมตร

 

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการสลับยางทุกครั้งคือ ชนิดของลายดอกยางที่ใช้อยู่ ซึ่งลายดอกยางมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ

1. ลายดอกยางแบบทิศทางเดียว(Directional)

คือ ลายดอกยางที่มีลักษณะเป็นรูปหัวศร หรือตัว
V ทั้งยังมีสัญลักษณ์ลูกศรแสดงไว้ บริเวณแก้มยางเพื่อบอกถึงตำแหน่งและทิศทางการหมุนของล้อและลายดอกยางให้เราได้ทราบและใส่ได้อย่างถูกต้อง (จะใส่ผิดทิศไม่ได้อย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้มีผลต่อการขับขี่โดยตรง) ลายดอกยางประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการรีดน้ำได้ดี เพื่อควบคุมการทรงตัวในขณะใช้ความเร็วได้ดี การสลับยางจึงสามารถสลับได้แค่หน้า-หลังเท่านั้น ไม่สามารถที่จะสลับข้างซ้าย-ขวาได้ ยกเว้นแต่จะถอดยางออกจากล้อ(กลับหน้ายางแบบถอดใส่ใหม่)เท่านั้น

2. ลายดอกยางแบบสมมาตร(Symmetric)

คือ ลายดอกยางที่เท่ากัน และเหมือนกันทั้ง 2 ด้านของหน้ายาง (ในลักษณะลายดอกยางสวนทางกัน) การสลับยางจะเป็นไปได้อย่างง่าย ได้ทุกตำแหน่ง ไม่ต้องกังวลกับการใส่ยางกลับด้าน

3. ลายดอกยางแบบไม่สมมาตร(Asymmetric)  

คือ ลายดอกยางทั้ง 2 ด้านไม่เหมือนกัน(ทั้งยังทำหน้าที่แตกต่างกัน) เพื่อเน้นประสิทธิภาพในการขับขี่ การยึดเกาะถนนและการรีดน้ำของยางมากขึ้น ยางประเภทนี้ถึงจะไม่มีลายยางที่เป็นหัวศร หรือสัญลักษณ์ลูกศรบ่งบอกถึงทิศทาง เหมือนยางแบบทิศทางเดียว
(Directional) แต่ก็ยังมีตัวบ่งบอกเช่นคำว่าInside – Outside ให้ทราบถึงการใส่ประกอบยางให้ถูกทิศทาง เพื่อให้ยางได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ หากใส่ผิดทิศทางก็ยังคงสามารถขับขี่ได้ตามปกติเพียงแต่ประสิทธิภาพในการทำงานของยางจาก100%ก็จะลดลงไปบ้างเท่านั้นเพราะลายดอกยางไม่อยู่ในตำแหน่งตามที่ถูกออกแบบมา

 

การสลับยางมีอยู่ 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ

1. การสลับยาง 4 ล้อ (ไม่รวมยางอะไหล่)

รถขับเคลื่อนล้อหน้า

o       สลับยางทแยงจากหลังไปหน้า และจากหน้าย้ายลงหลัง

o       สลับยางทแยง 4 ล้อซ้าย-ขวา,หน้า-หลัง

รถขับเคลื่อน 4 ล้อ

o       สลับยางทแยงจากหน้าไปหลัง และหลังย้ายขึ้นหน้า

ยางแบบทิศทางเดียว

o       สลับยางได้หน้า-หลัง แต่ต้องข้างไหนข้างนั้นเท่านั้น(ยกเว้นจะกลับหน้ายางแบบถอดยางออกจากล้อ ถึงจะย้ายข้างได้)

กรณียางหน้าและหลังมีขนาดไม่เท่ากัน

o       สลับยางหน้า(ซ้าย-ขวา) และหลัง(ซ้าย-ขวา) ซึ่งต้องเป็นยางแบบไม่มีทิศทางจึงจะสามารถทำได้โดยไม่ต้องถอดล้อแต่ถ้าเป็นดอกยางแบบมีทิศทางหรือยางแบบทิศทางเดียว ต้องทำการถอดยางออกจากล้อ(กลับหน้ายาง) แล้วใส่ให้ถูกทิศทางที่ต้องการย้าย

 

2. การสลับยาง 5 ล้อ (รวมยางอะไหล่)

ใช้ได้ในกรณีล้ออะไหล่มีขนาดและเป็นแบบเดียวกันกับล้อทั้ง 4 ล้อเท่านั้น หากสามารถทำได้ก็ให้ทำการสลับเอายางอะไหล่ไปไว้ล้อหลัง แล้วเอาล้อหน้า เก็บเป็นอะไหล่ ล้อที่เหลือก็ให้ทำการสลับเหมือนการสลับยาง 4 ล้อ

 

การถ่วงล้อ

                คือ การทำให้น้ำหนักของวงล้อมีความสม่ำเสมอกัน เป็นการปรับการหมุนของล้อให้สมดุล ทำให้น้ำหนักของล้อได้สมดุลกันในทุกจุดของเส้นรอบวง

 

ทำไมต้องถ่วงล้อ

-          หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องตามน้ำหนักของยางและกระทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะเทือนขึ้นขณะที่รถวิ่ง และจะส่งผลเสียต่ออายุในการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ และการถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยางและกระทะล้อ

 

เมื่อไรจึงควรถ่วงล้อ

-          ควรทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยางใหม่, สลับยาง, สลับกระทะล้อ, ถอดใส่ยางหรือถอดยางออกจากกระทะล้อ และเมื่อเกิดอาการขับแล้วสั่น

 

การถ่วงล้อมี 2 แบบคือ

1. การถ่วงล้อแบบถอดล้อออกมาถ่วงกับเครื่องถ่วง ซึ่งเครื่องจะมีแกนหมุนล้อ เพื่อหาตำแหน่งการสั่นและรายงานน้ำหนักตะกั่วที่ต้องใช้ถ่วง

ข้อดี

o       ตรวจสอบสภาพยางและกระทะล้อได้ง่าย

o       สามารถแคะเศษหิน เศษดิน หรือเศษไม้ต่าง ๆ ออกได้ง่าย

 

2. การถ่วงล้อแบบไม่ต้องถอดล้อ (ถ่วงแบบจี้ล้อ/ประชิดล้อ) จะใช้แม่แรง ยกรถให้ล้อลอยแล้วใช้เครื่องตรวจที่มีตัวหมุนดันเข้าไปที่ยางรถให้ล้อหมุนตามด้วยความเร็วที่กำหนดเครื่องจะรายงานตำแหน่งการสั่นและน้ำหนักตะกั่วที่ต้องใช้ถ่วง

ข้อดี

o       ไม่ต้องทำการถอดล้อออกมา

o       การหมุนของล้อใกล้เคียงสภาพจริง

 

 

การตั้งศูนย์ คือ

-          การปรับสภาพของระบบรองรับน้ำหนักให้กลับคืนสู่ค่ากำหนด(ค่ามาตรฐาน)ของโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้การขับขี่และการบังคับพวงมาลัยเป็นไปอย่างถูกต้องที่สุด

-          การทำให้ส่วนประกอบต่าง ๆ  ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่าง ล้อและยาง ทำงานสัมพันธ์อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรงทางไม่ถูกดึงไปทางซ้ายหรือขวา

 

 

ทำไมต้องตั้งศูนย์

-          การที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติและยังส่งผลต่อระบบการควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย

 

เมื่อไรจึงควรตั้งศูนย์

-          ยางสึกผิดปกติ

-          เปลี่ยนยางชุดใหม่ หรือทุกครั้งที่สลับยาง

-          พวงมาลัยดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง

-          เปลี่ยนอะไหล่ช่วงล่างใหม่ หรือเมื่อทำการซ่อมแซมแก้ไขอะไหล่ช่วงล่าง